และเพื่อเป็นการร่วมรำลึกถึงคุณูปการของครูเนรมิต เนื่องในวาระครบรอบ ๑๐๐ ปีชาตกาลในปีนี้ หอภาพยนตร์ (องค์การมหาชน) ขอเชิญทุกท่านร่วมกิจกรรมพิเศษในวันเสาร์ที่ ๙ พฤษภาคม ๒๕๕๘ ซึ่งจะจัดฉายภาพยนตร์เรื่อง พี่ชาย (๒๔๙๔) พร้อมการพากย์สด ต่อด้วยรายการภาพยนตร์สนทนา ที่จะมาร่วมพูดคุยถึงผลงานและการทำงานของบรมครูแห่งวงการภาพยนตร์ไทยผู้นี้ เริ่มกิจกรรมตั้งแต่เวลา ๑๓.๐๐ น. ไม่เสียค่าใช้จ่ายในการเข้าร่วมกิจกรรมแต่อย่างใด ณ โรงภาพยนตร์ศรีศาลายา รายละเอียดเพิ่มเติม www.fapot.org โทร ๐๒ ๔๘๒ ๒๐๑๓-๑๔ ต่อ ๑๑๑
ประวัติ อำนวย กลัสนิมิ กับวงการภาพยนตร์ไทย
ครูเนรมิต มีชื่อจริงว่า อำนวย กลัสนิมิ เกิดเมื่อวันที่ ๒๑ เมษายน พ.ศ. ๒๔๕๘ ที่ จ.เชียงใหม่ ก่อนจะย้ายมาเข้ารับการศึกษาในกรุงเทพมหานครตามความประสงค์ของบิดา ระหว่างเรียนชั้นมัธยมโรงเรียนบ้านสมเด็จเจ้าพระยา เขาได้พบกับขุนพาทย์พิทยากรณ์ อาจารย์สอนวิชาภาษาไทยซึ่งชื่นชอบงานด้านละคร
ผู้สอนให้เขารู้จักการเล่นละครและบอกบทละครเป็นครั้งแรก รวมไปถึงได้มีโอกาสกำกับละครในระหว่างเรียน ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้เขาได้เข้าสู่วงการภาพยนตร์ในเวลาต่อมา
ปี พ.ศ. ๒๔๘๔ ได้เกิดเหตุการณ์สำคัญขึ้นในวงการภาพยนตร์ไทย เมื่อ จอมพล ป.พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรี ได้ให้รัฐบาลซื้อกิจการโรงถ่ายไทยฟิล์ม โรงถ่ายหนังแห่งที่สองของไทย ให้กองทัพอากาศดำเนินการจัดตั้งเป็น “กองภาพยนตร์ทหารอากาศ” เพื่อผลิตภาพยนตร์โฆษณาเผยแพร่ผลงานและนโยบายของรัฐบาล โดยในปีแรกได้ทุ่มทุนสร้างภาพยนตร์แนวปลุกใจให้รักชาติและส่งเสริมรัฐนิยมเรื่อง บ้านไร่นาเรา และได้มอบหมายให้ขุนวิจิตรมาตรา ผู้มีประสบการณ์ในวงการภาพยนตร์นับสิบปีมารับหน้าที่เป็นผู้กำกับ แต่ไม่นาน ขุนวิจิตรมาตราก็ขอลาออกจากตำแหน่งด้วยเหตุขัดแย้งบางประการ เรืออากาศเอกทวี จุลละทรัพย์ นายทหารหนุ่มซึ่งได้รับการวางตัวให้เล่นเป็นพระเอกของเรื่อง จึงได้มาชักชวนเพื่อนเก่าคือ อำนวย ผู้ที่เขาเคยร่วมแสดงละครเวทีในสมัยเรียนและรู้ซึ้งถืงฝีมืออันยอดเยี่ยม ให้มาเป็นผู้กำกับภาพยนตร์เรื่องสำคัญระดับชาตินี้
แม้จะมีประสบการณ์ด้านการกำกับละครเวที แต่งานภาพยนตร์นั้นเป็นเรื่องที่แตกต่างออกไปและเป็นเรื่องใหม่ที่เขาไม่เคยสัมผัสเรียนรู้มาก่อน ได้แต่ศึกษาด้วยตนเองจากหนังสือเกี่ยวกับการสร้างภาพยนตร์ของอเมริกาที่เรืออากาศเอกทวีนำมาให้ แต่เมื่อออกฉายในปี พ.ศ. ๒๔๘๕ ปรากฏว่า บ้านไร่นาเรา ของผู้กำกับหน้าใหม่กลับประสบความสำเร็จเป็นอย่างมากสมความตั้งใจของท่านผู้นำ และทำให้ อำนวย กลัสนิมิ ได้รับฉายาจากนาวาอากาศเอก สวัสดิ์ ฑิฆัมพร ผู้อำนวยการกองภาพยนตร์ทหารอากาศว่า “เนรมิต” จากการที่สามารถทำงานต่าง ๆ ตามที่ได้รับมอบหมายให้สำเร็จลุล่วงได้อย่างอัศจรรย์ และกลายเป็นชื่ออันศักดิ์สิทธิ์ในการทำงานของเขานับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
หลังความสำเร็จของเรื่องแรก เนรมิตได้กำกับภาพยนตร์ให้กองภาพยนตร์ทหารอากาศอีกเรื่องคือ สงครามเขตหลัง ออกฉายใน ปี พ.ศ. ๒๔๘๖ แต่จากนั้นพิษของสงครามโลก ครั้งที่ ๒ ที่ย่างกรายมาถึงประเทศไทย ก็ส่งผลให้วงการภาพยนตร์ต้องหยุดชะงักลง เนื่องจากฟิล์มภาพยนตร์กลายเป็นของหายาก อีกทั้งโรงภาพยนตร์ก็ขาดแคลนภาพยนตร์ที่จะมาจัดฉาย จากการที่ประเทศไทยประกาศสงครามเป็นศัตรูกับฝ่ายสัมพันธมิตร ระหว่างนี้ รัฐบาลจึงได้ริเริ่มสนับสนุนการเล่นละครเวที เพื่อให้มีความบันเทิงมาบรรเทาทุกข์ให้แก่ผู้คนในภาวะสงคราม โรงหนังต่าง ๆ จึงทยอยผันตัวเป็นโรงละคร กลายเป็นจุดเริ่มต้นของยุคเฟื่องฟูแห่งวงการละครเวทีไทย
แม้สงครามจะจบสิ้นลงในปี พ.ศ. ๒๔๘๘ แต่วงการภาพยนตร์ยังคงซบเซาไม่ฟื้น ประกอบกับเกิดการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล ทำให้กองภาพยนตร์ทหารอากาศต้องถูกยุบลง เนรมิตและทีมงานซึ่งนำโดยนาวาอากาศเอกสวัสดิ์ จึงได้รวมตัวกันตั้งบริษัทละครชื่อคณะศิวารมณ์ขึ้น ท่ามกลางคณะละครอื่น ๆ ที่เกิดขึ้นใหม่มากมาย โดยสุวัฒน์ วรดิลก นักเขียนศิลปินแห่งชาติ ผู้ฝากตัวเป็นศิษย์ในการเขียนบทละครกับเนรมิต ได้เคยเปรียบว่าเนรมิตเป็นเสมือน “นารายณ์สี่กร” แห่งคณะศิวารมณ์ รับผิดชอบตั้งแต่กำกับ เขียนบท ตกแต่งฉากและไฟ แสดงแทนนักแสดงที่ไม่สบาย ไปจนถึงสามารถรักษาอาการเจ็บป่วย เพราะเคยทำงานเป็นผู้ช่วยในคลินิก และในช่วงนี้เองที่ผู้คนในวงการละครเริ่มเรียกขานเขาว่า “ครูเนรมิต” ในฐานะผู้ประสาทวิชาและปลุกปั้นดาราใหม่ขึ้นมาประดับเวทีละคร คู่กับครูอีกคนหนึ่งคือ “ครูมารุต” หรือ ทวี ณ บางช้าง ผู้ถนัดในการกำกับบทชีวิตและบทรัก และกำกับนักแสดงหญิงเป็นหลัก ในขณะที่ครูเนรมิตผู้ถนัดทางบู๊และตลก รับหน้าที่กำกับนักแสดงชาย
ปี พ.ศ. ๒๔๙๒ หลังจากวงการละครเวทีเฟื่องฟูได้อยู่ระยะหนึ่ง สัญญาณแห่งความเสื่อมลงก็มาถึง เมื่อวงการภาพยนตร์เริ่มตื่นตัวจากการประสบความสำเร็จอย่างงดงามของภาพยนตร์เรื่อง สุภาพบุรุษเสือไทย ซึ่งสร้างโดยใช้ฟิล์ม ๑๖ มม. และใช้วิธีการพากย์สดในโรงแทนการบันทึกเสียงขณะถ่ายทำ เป็นแบบอย่างให้มีผู้หันมาสร้างภาพยนตร์ในลักษณะนี้ออกมาอีกจำนวนมาก โดยครูเนรมิตเองก็เริ่มมีผลงานการกำกับภาพยนตร์ ๑๖ มม. ปรากฏออกมาในปี พ.ศ. ๒๔๙๔ และปีเดียวกันนี้เอง ทางฝั่งของละครเวที ได้เกิดโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ที่สร้างความสะเทือนใจให้แก่ชาวละคร เมื่อ จอก ดอกจันทร์นักแสดงผู้มีชื่อเสียงจากละครเวทีเรื่อง พันท้ายนรสิงห์ ซึ่งกำกับโดยครูเนรมิต ได้เสียชีวิตอย่างกะทันหันขณะกำลังแสดงละครเรื่อง ขุนเหล็ก ที่ศาลาเฉลิมไทย ด้วยความสงสารในครอบครัวของจอก ดอกจันทร์ ที่มีจันตรี สาริกบุตร นักแสดงหญิงเป็นคู่ชีวิต เมื่อจันตรีและเพื่อน ๆ นักแสดงได้มาปรึกษาว่าอยากจัดงานเพื่อหาเงินช่วยเหลือครอบครัว ครูเนรมิตจึงแนะนำว่า เวลานี้ภาพยนตร์กำลังฟื้นคืนกลับมา ควรจะร่วมมือกันสร้างภาพยนตร์ในแบบภาพยนตร์ ๑๖ มม. ซึ่งกำลังเป็นที่นิยม
ภาพยนตร์เรื่องนี้มีชื่อว่า พี่ชาย ออกฉายครั้งแรกในคืนส่งท้ายปี ๒๔๙๔ ที่โรงภาพยนตร์ศาลาเฉลิมกรุง นับเป็นภาพยนตร์รวบรวมนักแสดงละครเวทีซึ่งล้วนเป็นลูกศิษย์ของครูเนรมิตเอาไว้อย่างมากมาย อาทิ ส.อาสนจินดา, สมควร กระจ่างศาสตร์, มารศรี อิศรางกูร ณ อยุธยา ฯลฯ ในขณะที่โดยครูเนรมิตรับหน้าที่ทั้งเขียนบท กำกับ และตัดต่อ โดยไม่คิดค่าตอบแทน แม้จะยังอยู่ในภาวะที่ขาดแคลนอุปกรณ์ถ่ายทำภาพยนตร์อย่างยิ่งก็ตาม จึงเป็นภาพยนตร์ที่ทั้งแสดงให้เห็นถึงความเป็นครูที่มีเมตตาโดยเนื้อแท้ และพิสูจน์ถึงทักษะด้านภาพยนตร์ที่ยังคงช่ำชองของครูเนรมิต รวมทั้งเป็นบทบันทึกถึงการผันตัวของศิลปินในยุคทองแห่งละครเวทีที่ทยอยทิ้งเวทีละครซึ่งค่อย ๆ เสื่อมความนิยมลง ไปร่วมกันเปิดศักราชใหม่ให้แก่วงการภาพยนตร์ไทย
เมื่อกลับมาทำงานภาพยนตร์ในระยะที่สอง ครูเนรมิตได้มีบทบาทสำคัญในหลายส่วนและเป็นผู้แผ้วถางหนทางใหม่ ๆ ให้แก่วงการ ตั้งแต่การได้รับการชักชวนให้มาทำงานในบริษัทสถาพรภาพยนตร์ ที่มีกรมตำรวจและกองทัพอากาศเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ และมีอุปกรณ์ทันสมัยใหญ่โตที่สุดแห่งหนึ่งในช่วงหลังสงคราม ขณะเดียวกันยังได้ไปรับหน้าที่เป็นผู้อำนวยการสร้างและผลักดันให้ ส.อาสนจินดา ศิษย์เอกได้ก้าวขึ้นมาเป็นผู้กำกับอย่างเต็มตัว ในเรื่อง โบตั๋น (๒๔๙๘) ซึ่งประสบความสำเร็จถึงขั้นได้รับการจารึกว่าเป็นหนังไทยเรื่องแรกที่ทำรายได้ถึง ๑ ล้านบาท นอกจากนี้ ครูเนรมิตยังเป็นหนึ่งในผู้บุกเบิกการถ่ายทำภาพยนตร์ในต่างประเทศ เช่น ราตรีในโตเกียว ( ๒๔๙๘ - ญี่ปุ่น) หงษ์หยก ( ๒๔๙๙ - ฮ่องกง) สามรักในปารีส ( ๒๔๙๙ - ฝรั่งเศส) เป็นต้น รวมทั้งยังกำกับภาพยนตร์ที่มีการร่วมทุนกับบริษัท ชอว์ บราเดอร์ แห่งฮ่องกง เรื่อง กตัญญูปกาสิต (๒๕๐๑) และ ร้ายก็รัก (๒๕๐๓) โดยเรื่องหลังนี้ถ่ายทำทั้งฟิล์ม ๑๖ มม. สี สำหรับฉายในไทย และ ๓๕ มม. ขาว-ดำ สำหรับจัดฉายในต่างประเทศ
ปี พ.ศ. ๒๕๐๔ ครูเนรมิตได้ร่วมกำกับภาพยนตร์กับพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าภาณุพันธุ์ยุคล เรื่อง เรือนแพ ของอัศวินภาพยนตร์ ซึ่งได้รับความนิยมอย่างสูงและกลายเป็นอมตะภาพยนตร์ไทยเรื่องสำคัญเรื่องหนึ่ง แม้ภาพยนตร์เรื่องนี้จะเป็นภาพยนตร์แนวชีวิต แต่เอกลักษณ์ของครูเนรมิตที่ได้รับการจดจำอย่างกว้างขวางคือ การเป็นผู้กำกับที่เป็นเอกในทางหนังต่อสู้ อาทิ เสือเฒ่า (๒๕๐๓) อวสานอินทรีแดง (๒๕๐๖) สิงห์ล่าสิงห์ (๒๕๐๗) เสือสั่งถ้ำ (๒๕๐๙) โดยมีหมุดหมายชิ้นสำคัญในการทำงานคือ การกำกับมหากาพย์ภาพยนตร์ไตรภาคเรื่อง ผู้ชนะสิบทิศ ได้แก่ ยอดขุนพล (๒๕๐๙) บุเรงนองลั่นกลองรบ (๒๕๑๐) และถล่มหงสาวดี (๒๕๑๐) ที่ทั้งครบรส มีฉากรบอันยิ่งใหญ่และดีเลิศที่สุดในยุคนั้น
ในช่วงท้ายการทำงานภาพยนตร์ ครูเนรมิตได้ร่วมงานกับบริษัทไชโยภาพยนตร์ของสมโพธิ แสงเดือนฉาย เจ้าพ่อด้านเทคนิคพิเศษของไทย ผลิตภาพยนตร์จากวรรณคดีและนิทานพื้นบ้าน เช่น ไกรทอง (๒๕๒๓) พระรถเมรี (๒๕๒๔) ศึกกุมภกรรณ (๒๕๒๗) ฯลฯ โดยมีผลงานเรื่องสุดท้ายคือ ไกรทอง2 (๒๕๒๘) ปี พ.ศ. ๒๕๓๘ ด้วยผลแห่งการอุทิศตนให้แก่วงการละครเวทีและภาพยนตร์ไทยมายาวนาน ครูเนรมิตก็ได้รับการยกย่องเชิดชูเกียรติให้เป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (ผู้สร้างภาพยนตร์-ผู้กำกับการแสดง) นับเป็นผู้กำกับภาพยนตร์คนที่สองที่ได้รับเกียรติยศนี้ ก่อนจะเสียชีวิตในวัย ๘๙ ปี เมื่อวันที่ ๑๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๘
หมายเหตุ – ข้อมูลส่วนใหญ่ในบทความชิ้นนี้เรียบเรียงจากหนังสือที่ระลึกงานพระราชทานเพลิงศพ “ครูเนรมิต” ซึ่งครอบครัวกลัสนิมิได้กรุณาบริจาคให้หอภาพยนตร์จำนวนมาก โดยนอกจากให้บริการเพื่อศึกษาค้นคว้าในห้องสมุดของหอภาพยนตร์แล้ว หอภาพยนตร์จะดำเนินการส่งมอบต่อให้แก่ห้องสมุดของสถาบันทางการศึกษาต่าง ๆ เพื่อประโยชน์ในศึกษาอย่างกว้างขวางต่อไป
|
ภาพยนตร์ของครูเนรมิตที่ได้รับการขึ้นทะเบียนจากหอภาพยนตร์ให้เป็นมรดกภาพยนตร์ของชาติ
|
|
ปี พ.ศ. ๒๕๕๕ - เรือนแพ (๒๕๐๔)
|
|
|
ปี พ.ศ. ๒๕๕๖ - ผู้ชนะสิบทิศ ทั้ง ๓ ภาค (๒๕๐๙-๒๕๑๐)
|
|
|
ปี พ.ศ. ๒๕๕๗ - พี่ชาย (๒๔๙๔)
|
|