Share       
 
๒๓ พฤษภาคม ลานดารา มอส - เต๋า – ปราโมทย์
ย้อนเวลากลับไปเมื่อประมาณ ๒๕ ปีก่อน ในช่วงกลางทศวรรษ ๒๕๓๐ ได้เกิดปรากฏการณ์สำคัญอย่างหนึ่งขึ้นในวงการบันเทิงไทย
เมื่อหนุ่มสาววัยมัธยมปลายจำนวนมากได้หลั่งไหลกันเข้ามาแจ้งเกิดผ่านการถ่ายแบบลงนิตยสารวัยรุ่นชื่อดัง   และก้าวขึ้นไปสู่การเป็น
นักแสดงนักร้องที่มีชื่อเสียงภายในเวลาอันรวดเร็ว  กระแสความนิยมนี้ได้พลิกโฉมหน้าของวงการบันเทิงให้ไปสู่ยุคสมัยแห่งวัยรุ่นอย่างเต็มตัว
และเป็นจุดเริ่มต้นของระบบแฟนคลับที่ยังคงสืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน
 
ในบรรดาศิลปินวัยรุ่นที่เติบโตขึ้นมาจากช่วงเวลาดังกล่าว มอส - ปฏิภาณ ปฐวีกานต์  เต๋า – สมชาย เข็มกลัด และ โมทย์ – ปราโมทย์ แสงศร
นับเป็นหัวขบวนสำคัญ ที่ได้รับการจดจำในฐานะสัญลักษณ์แห่ง“ยุคทองของวัยรุ่น” อันโด่งดังนี้
 
เสาร์ที่ ๒๓ พฤษภาคม ๒๕๕๘ นี้ อดีตขวัญใจวัยรุ่นทั้งสามคน จะกลับมารวมตัวกันอีกครั้ง เพื่อประทับรอยมือรอยเท้าร่วมกัน
บนลานดาราเป็นดวงดวงที่ ๑๕๘ ๑๕๙ และ ๑๖๐ (ตามลำดับ) พร้อมร่วมพูดคุยถึงเรื่องราวแห่งความประทับใจจากการทำงาน
ในวงการภาพยนตร์ ตลอดระยะเวลากว่า ๒๕ ปีที่ผ่านมา  ตั้งแต่เวลา ๑๓.๐๐ น. เป็นต้นไป ที่ลานดารา ปิดงานด้วยการฉายผลงาน
การแสดงภาพยนตร์ร่วมกันเรื่อง สะแด่วแห้ว (๒๕๓๕) ณ โรงภาพยนตร์ศรีศาลายา หอภาพยนตร์ (องค์การมหาชน)
 
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ๐๒ ๔๘๒ ๒๐๑๓–๑๔ ต่อ ๑๑๑ ไม่เสียค่าใช้จ่ายในการเข้าร่วมกิจกรรมแต่อย่างใด
 
กำหนดการกิจกรรมลานดารา มอส เต๋า โมทย์
 
 13.00 น.  ลงทะเบียนเข้าร่วมงาน
 13.30 น.  พิธีประทับรอยมือรอยเท้าบนลานดารา
 14.00 น.  ร่วมรับฟังประสบการณ์การทำงานในวงการภาพยนตร์จากสามดาราหนุ่ม
 15.30 น.  ชมภาพยนตร์เรื่อง สะแด่วแห้ว (2535)
 17.30 น.  จบงาน
 
ประวัติมอส - ปฏิภาณ ปฐวีกานต์  เต๋า – สมชาย เข็มกลัด และ โมทย์ – ปราโมทย์ แสงศร
 
มอส - ปฏิภาณ ปฐวีกานต์ เกิดเมื่อวันที่ ๒๓ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๑๖ ที่กรุงเทพมหานคร ด้วยวัยเพียงแค่ ๑๖ ปี มอสก็ได้รับการชักชวนจากพจน์ อานนท์
ให้มาถ่ายแบบลงนิตยสารวัยรุ่นชื่อดัง “เธอกับฉัน” ที่เขารับหน้าที่เป็นบรรณาธิการ
           
หลังจากเป็นที่รู้จักในฐานะนายแบบหน้าใหม่ได้เพียงไม่นาน ปี พ.ศ. ๒๕๓๔ มอสก็เริ่มมีผลงานในฐานะนักแสดง โดยเขาได้รับบทบาทเป็นน้องชายคนสุดท้อง
ของครอบครัวในละครชุดทางโทรทัศน์เรื่อง สามหนุ่ม สามมุม ซึ่งได้รับความนิยมอย่างยาวนานในเวลาต่อมา และในปีเดียวกันนั้นเอง เขาก็ได้เริ่มประเดิม
ผลงานภาพยนตร์เป็นเรื่องแรก จากเรื่อง  กลิ้งไว้ก่อน พ่อสอนไว้ 
               
กลิ้งไว้ก่อน พ่อสอนไว้ กำกับโดย คิง - สมจริง ศรีสุภาพ สร้างโดยบริษัท ไท เอ็นเตอร์เทนเมนต์ จำกัด เล่าเรื่องราวของกลุ่มเด็กนักเรียนชายที่กำลังจะ
จบการศึกษาระดับมัธยมปลาย นับเป็นหนังไทยเรื่องแรก ๆ ที่นำเสนอภาพชีวิตของนักเรียนวัยมัธยมอย่างเต็มตัว เมื่อออกฉายปรากฏว่าประสบความสำเร็จ
เป็นอย่างมาก  จนได้รับการบันทึกว่าเป็นหนังไทยเรื่องแรกที่ทำรายได้มากกว่า ๒๕ ล้านบาท และเป็นต้นแบบให้เกิดหนังไทยทำนองนี้เกิดขึ้นมาอีกมากมาย
โดยในเรื่อง มอสรับบทนำเป็นหัวโจกของกลุ่ม “หินกลิ้ง” ที่กำลังเตรียมมอบหมายภารกิจความเกเรให้กับรุ่นน้องประจำกลุ่ม ซึ่งแสดงโดยดาราหน้าใหม่
รุ่นราวคราวเดียวกับเขา นั่นคือ ปราโมทย์ แสงศร
               
โมทย์ - ปราโมทย์ แสงศร เกิดเมื่อวันที่  ๑๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๑๗ ที่กรุงเทพมหานคร เริ่มเข้าสู่วงการจากการถ่ายโฆษณา  ก่อนจะได้มีโอกาสมาร่วมเล่น
ภาพยนตร์เรื่อง กลิ้งไว้ก่อน พ่อสอนไว้ เป็นเรื่องแรก ความโด่งดังของภาพยนตร์เรื่องนี้ ได้ส่งผลให้เขาเป็นที่รู้จักอย่างรวดเร็ว และในช่วงเวลาไล่เลี่ยกันนั้น
เขาก็ได้ถ่ายแบบลงนิตยสาร “เธอกับฉัน” เช่นเดียวกับศิลปินวัยรุ่นในยุคเดียวกันอีกหลายคน
               
ปี พ.ศ. ๒๕๓๕ เขาและมอสได้มีโอกาสแสดงภาพยนตร์ร่วมกันอีกครั้งในเรื่อง สะแด่วแห้ว ซึ่งเป็นภาพยนตร์ที่เกิดขึ้นจากการร่วมมือกันระหว่างบริษัทสร้างหนัง
ชื่อดังอย่างไฟว์สตาร์ โปรดักชั่น และนิตยสารเธอกับฉัน โดยมีพจน์ อานนท์ เข้ามารับบทเป็นผู้ช่วยผู้กำกับ ก่อนออกฉาย ผู้ร่วมสร้างได้จัดกิจกรรมเพื่อ
ประชาสัมพันธ์ภาพยนตร์อย่างต่อเนื่อง ทั้งการเล่นเกมทางไปรษณียบัตร ไปจนถึงการจัดคอนเสิร์ตให้นักแสดงได้พบปะกับบรรดาแฟนคลับ โดยนักแสดงนำ
คนอื่น ๆ ในเรื่องก็ล้วนเป็นนายแบบนางแบบที่ได้รับการสนับสนุนจากนิตยสารเธอกับฉัน เช่นเดียวกับมอสและโมทย์ หนึ่งในนั้นคือ เต๋า - สมชาย เข็มกลัด
ขวัญใจวัยรุ่นอีกคนที่กำลังเริ่มโด่งดัง
               
เต๋า - สมชาย เข็มกลัด เกิดเมื่อวันที่ ๒๖ มกราคม พ.ศ. ๒๕๑๗ ที่กรุงเทพมหานคร  เขาเริ่มต้นเข้าสู่วงการบันเทิงในปี พ.ศ. ๒๕๓๓ ด้วยการผ่านการคัดเลือก
ให้มารับบทเป็นเด็กหนุ่มในละครโทรทัศน์เรื่อง นางฟ้าสีรุ้ง และได้รับการชักชวนจากพจน์ อานนท์ ให้มาถ่ายแบบลงนิตยสารเธอกับฉัน ซึ่งนำมาสู่การได้แสดงนำ
ในภาพยนตร์เรื่อง สะแด่วแห้ว เป็นเรื่องแรก
               
ภายหลังจาก สะแด่วแห้ว ทั้งมอส เต๋า และโมทย์ ต่างก็มีเส้นทางเดินในวงการบันเทิงที่ชัดเจน โดยมอสซึ่งอยู่ในสังกัด แกรมมี่ เอ็นเตอร์เทนเมนท์ มาตั้งแต่
แสดงละครเรื่องแรก ได้มีโอกาสออกอัลบั้มเพลงชุดแรกภายในปี พ.ศ. ๒๕๓๕ และประสบความสำเร็จอย่างยิ่งในฐานะการเป็นนักร้อง มีอัลบั้มและคอนเสิร์ต
ส่วนตัวออกมาอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน เขาก็ยังคงมีผลงานการแสดงโฆษณา ละครโทรทัศน์ ละครเวที และภาพยนตร์  โดยแม้จะมีงานภาพยนตร์ออกมา
ไม่มากนัก แต่หลายเรื่องก็นับเป็นผลงานที่น่าจดจำ อาทิ ปีหนึ่งเพื่อนกันและวันอัศจรรย์ของผม (๒๕๓๖) บันทึกจาก (ลูก) ผู้ชาย (๒๕๓๗)
จักรยานสีแดง (๒๕๔๑)
 
ทางด้านเต๋าและโมทย์ได้เข้าไปอยู่ร่วมกันในบริษัทเพลงชื่อดังอีกบริษัทหนึ่งคือ อาร์เอส โปรโมชั่น และต่างก็เคยได้รับโอกาสให้เป็นนักร้องทั้งคู่ โดยเต๋าออก
อัลบั้มแรกในปี พ.ศ. ๒๕๓๖ และมีอัลบั้มต่อเนื่องออกมาอีกจำนวนหนึ่ง  ขณะที่โมทย์ออกอัลบั้มเดี่ยว ๑ ชุดเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๔๐  กล่าวเฉพาะในด้านภาพยนตร์
เต๋านับเป็นนักแสดงวัยรุ่นจากยุคทองเพียงไม่กี่คนที่ยังคงโลดแล่นอยู่บนเส้นทางการเป็นนักแสดงจอเงินอย่างต่อเนื่องและหลากหลายจนถึงปัจจุบัน อาทิ
ตุ๊ ต๊ะ ต๋อม แต๋ม สุภาพบุรุษตัว“ต” (๒๕๓๗)  ล่องจุ๊น ขอหมอนใบนั้นที่เธอฝันยามหนุน (๒๕๓๘)  มือปืน โลก/พระ/จัน (๒๕๔๔)  สายล่อฟ้า (๒๕๔๗) 
โอปปาติกะ (๒๕๕๐) นาคปรก (๒๕๕๓)  อันธพาล (๒๕๕๕)  ยังบาว (๒๕๕๖)  สารวัตรหมาบ้า (๒๕๕๖) ฯลฯ โดยมีเรื่องที่ร่วมเล่นกับโมทย์คือ
ลกทั้งใบให้นายคนเดียว (๒๕๓๘) แตก 4 รัก โลภ โกรธ เลว (๒๕๔๒) และ The Unreasonable Man ไม่รู้.มันคืออะไร.แต่ชอบ (๒๕๕๗) ซึ่งเรื่องหลังนี้
เขายังรับหน้าที่เป็นผู้กำกับร่วมอีกด้วย
 
แต่คนที่ถือว่าพลิกผันตัวเองไปสู่งานเบื้องหลังอย่างเต็มตัวกว่าเพื่อนร่วมรุ่นทุกคนคือ ปราโมทย์ แสงศร  หลังจาก สะแด่วแห้ว โมทย์ได้แสดงภาพยนตร์
แนววัยรุ่นอีกจำนวนหนึ่ง อาทิ วิ่งหน้าตั้งกำลัง 2 บนเส้นทางมหัศจรรย์ (๒๕๓๖)  สติแตกสุดขั้วโลก (๒๕๓๘ – ผลงานการกำกับเรื่องแรกของ พจน์ อานนท์ ) 
ยุทธการเด็ดดอกฟ้า (๒๕๓๘)  กอง100 501 ตอน ถึงใจจะแตกแต่ไม่แตกแถว (๒๕๓๘)  ปี พ.ศ. ๒๕๔๒ เขาเริ่มชิมลางการทำงานเบื้องหลังด้วยการเป็น
ผู้ช่วยผู้กำกับเรื่อง แตก 4 รัก โลภ โกรธ เลว ซึ่งเขาร่วมแสดงด้วยและภายหลังจากมีผลงานภาพยนตร์เรื่อง ผีสามบาท ออกฉายในปี ๒๕๔๔  เขาเริ่มหันหลัง
จากอาชีพนักแสดงไปสู่วงการภาพยนตร์สั้น และได้นำหนังสั้นเรื่องแรกของตนคือ Fish Don’t Fly เดินทางไปฉายที่เทศกาลหนังสิงคโปร์ ในปี พ.ศ. ๒๕๔๕
นับจากนั้น เขาก็มีภาพยนตร์สั้นส่งเข้าประกวดในเทศกาลภาพยนตร์สั้นของไทยและต่างประเทศอย่างสม่ำเสมอ จนนับได้ว่าเป็นนักทำหนังสั้นไทยที่น่าสนใจ
มากที่สุดคนหนึ่ง โดยปี ๒๕๕๗ ที่ผ่านมาหนังสั้นเรื่อง อีสานมาร์ ของเขาได้ผ่านเข้ารอบสุดท้ายรางวัลรัตน์ เปสตันยี และชนะเลิศรางวัล bacc award
ในเทศกาลภาพยนตร์สั้น ครั้งที่ ๑๘  ซึ่งจัดขึ้นโดย หอภาพยนตร์ (องค์การมหาชน) และมูลนิธิหนังไทย
 
 
กิจกรรมที่เกี่ยวข้อง

SUBSCRIBE
TO THE MAILING LIST
ผู้เข้าชม 32937 ออนไลน์ 14