วันเสาร์ที่ ๒๓ มกราคม ๒๕๕๙ เนื่องในวันคล้ายวันประสูติของ พลเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระกำแพงเพ็ชรอัครโยธิน นักถ่ายภาพยนตร์สมัครเล่นคนสำคัญของสยาม และทรงเป็นผู้มีบทบาทโดดเด่นที่สุดคนหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ไทย หอภาพยนตร์ (องค์การมหาชน) ขอเชิญทุกท่านมาร่วมเปิดพระรูปประติมากรรม และร่วมชมผลงานภาพยนตร์ฝีพระหัตถ์ และพูดคุยแลกเปลี่ยนความรู้ ในกิจกรรมภาพยนตร์สนทนา “พลเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระกำแพงเพ็ชรอัครโยธิน เจ้าชายนักถ่ายหนังแห่งสยาม” ตั้งแต่เวลา ๑๑.๐๐ น. เป็นต้นไป ณ หอภาพยนตร์ (องค์การมหาชน) ไม่เสียค่าใช้จ่ายในการเข้าชมแต่อย่างใด สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ๐๒-๔๘๒-๒๐๑๓-๑๔ ต่อ ๑๑๑
พลเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระกำแพงเพ็ชรอัครโยธิน ทรงมีพระนามเดิมว่า พระองค์เจ้าชายบุรฉัตรไชยากร ประสูติเมื่อวันจันทร์ ๒๓ มกราคม พ.ศ. ๒๔๒๔* ทรงเป็นพระโอรสองค์ที่ ๓๕ ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และเจ้าจอมมารดาวาด เมื่อทรงพระเยาว์ พระองค์ทรงเริ่มต้นศึกษาหนังสือไทยที่โรงเรียนพระตำหนักสวนกุหลาบ จากนั้นจึงเสด็จ ไปทรงศึกษาที่ต่างประเทศเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๓๗
ด้วยความที่สนพระทัยในวิชาช่างเป็นพิเศษ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงทรงกำหนดให้พระองค์ศึกษาด้านโยธาธิการ และวิชาวิศวกรรมที่ประเทศอังกฤษ ตลอดระยะเวลาประมาณ ๑๐ ปีที่อยู่ต่างประเทศ เป็นช่วงเวลาเดียวกันกับที่ประดิษฐกรรมชิ้นใหม่ของโลก “ภาพยนตร์” ได้ถือกำเนิดขึ้น และเป็นที่ชื่นชมของคนทั่วโลกอย่างรวดเร็ว กรมพระกำแพงเพ็ชรอัครโยธินซึ่งทรงสนพระทัยในการถ่ายภาพนิ่งตามอย่างพระราชนิยมของพระราชบิดาเป็นพื้นอยู่แล้ว จึงทรงเริ่มศึกษาและทดลองถ่ายภาพยนตร์ในแบบสมัครเล่น จนเป็นที่รู้จักในวงการภาพยนตร์สมัครเล่นของอังกฤษในขณะนั้น
ภายหลังสำเร็จการศึกษาจากอังกฤษ และเสด็จไปทรงศึกษาวิชาเพิ่มเติมที่ฝรั่งเศส กรมพระกำแพงเพ็ชรอัครโยธินได้เสด็จกลับสยามในปี พ.ศ. ๒๔๔๗ โดยทรงรับราชการในเหล่าทหารช่าง กรมยุทธนาธิการ ทหารบก มีหน้าที่ดำเนินการฝึกอบรมวิชาทหารช่างสมัยใหม่ตามแบบอย่างประเทศตะวันตก ที่ให้บริการด้านการสื่อสารควบคู่ไปกับการโยธา
กล่าวถึงกิจการภาพยนตร์บนแผ่นดินสยามในขณะนั้น ชาวสยามได้เริ่มรู้จักคุ้นเคยกับประดิษฐกรรมอย่างใหม่ของโลกเป็นอย่างดีแล้ว จากการที่มีชาวต่างประเทศนำภาพยนตร์เข้ามาจัดฉายอยู่เป็นระยะ รวมทั้งในพระนครก็ได้เริ่มมีโรงหนังถาวรเกิดขึ้น โดยชาวสยามที่มีบทบาทโดดเด่นที่สุดในกิจการด้านนี้ คือ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าทองแถมถวัลยวงศ์ กรมหลวงสรรพสาตรศุภกิจ ซึ่งเป็นพระปิตุลาของกรมพระกำแพงเพ็ชรอัครโยธิน และเป็นผู้มีฝีพระหัตถ์ด้านภาพยนตร์อันลือชื่อ รวมทั้งทรงนำออกฉายตามโรงภาพยนตร์และงานรื่นเริงต่าง ๆ อยู่เป็นประจำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในงานเทศกาลประจำปีของวัดเบญจมบพิตรฯ หรือที่บางครั้งเรียกว่า งานสวนดุสิต ซึ่งถือเป็นงานออกร้านที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของสยามในช่วงเวลานั้น
ในงานสวนดุสิต ประจำปี พ.ศ. ๒๔๕๑ ซึ่งจัดขึ้นในช่วงต้นเดือนธันวาคม ขณะที่กรมหลวงสรรพสาตรศุภกิจ ทรงออกร้านฉายภาพยนตร์ของพระองค์อย่างที่เคยเป็นมาเช่นทุกปี ได้ปรากฏว่า กรมพระกำแพงเพ็ชรอัครโยธินทรงออกร้านแสดงกิจกรรมด้วยเช่นกัน โดยสิ่งที่พระองค์นำมาแสดง คือแบบจำลองระบบรถรางไฟฟ้าที่ทรงจัดสร้างขึ้นเอง และมีภาพยนตร์ขนาดเล็กจัดแสดงประกอบอยู่ด้วย กิจกรรมออกร้านนี้คล้ายเป็นดั่งนิมิตบอกเหตุการณ์ล่วงหน้า ถึงพระเกียรติยศอันยิ่งใหญ่ของพระองค์เกี่ยวกับ “รถไฟ” กับ “ภาพยนตร์” ซึ่งผูกพันเกี่ยวเนื่องกัน และปรากฏเป็นที่ประจักษ์ในรัชกาลถัดมา
พ.ศ. ๒๔๕๗ รัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ขณะที่กรมพระกำแพงเพ็ชรอัครโยธินได้เสด็จไปยังประเทศอังกฤษ พระองค์ได้ประทานสัมภาษณ์แก่ นิตยสาร The Kinematograph and Lantern Weeky เมื่อคราวเสด็จ เยือนบริษัทคลาเรนดอน ฟิล์ม (The Clarendon Film Company) โดยทรงเล่าถึงพระราชนิยมด้านการถ่ายภาพและภาพยนตร์ ว่าพระองค์ทรงเป็นนักถ่ายภาพยนตร์ที่มีความสนพระทัยอย่างจริงจัง และทรงมีห้องสำหรับฉายภาพยนตร์ส่วนพระองค์ที่สยาม ทั้งยังโปรดให้ทหารในกองทัพชมภาพยนตร์ด้วย โดยทรงมีอุปกรณ์ภาพยนตร์ของบริษัทปาเต๊ะ (Pathe) แห่งฝรั่งเศส และทรงสนพระทัยเป็นพิเศษในกล้องของ เชอรี่ เคียร์ตัน (Cherry Kearton) ช่างถ่ายภาพแนวสัตว์ป่าและธรรมชาติผู้มีชื่อเสียง นอกจากนี้ยังทรงทดลองถ่ายทำภาพยนตร์ด้วยเทคนิคพิเศษต่าง ๆ เช่น การใช้กระจกเงาหรือแว่นกรองแสงและที่สำคัญ คือทรงมีพระดำริอันลึกซึ้งถึงอนาคตของการภาพยนตร์ว่า จะมิเป็นเพียงแต่สื่อบันเทิง แต่ยังทรงเล็งเห็นว่า ภาพยนตร์จะมีคุณค่าดั่งสื่อการเรียนรู้ที่มีประโยชน์อย่างยิ่งในระบบการศึกษา
ข้อผิดพลาดประการหนึ่งของบทความในนิตยสารดังกล่าว คือ การกล่าวถึงพระองค์ว่าทรงเป็น The Crown Prince of Siam หรือ มกุฎราชกุมารแห่งสยาม ซึ่งไม่ใช่พระยศที่แท้จริงของพระองค์ แต่อย่างไรก็ตาม ในหนังสือกินเนสส์ว่าด้วยภาพยนตร์ (The Guinness Book of Film) ซึ่งตีพิมพ์เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๒๓ ได้ระบุว่า “เจ้านายนักถ่ายภาพยนตร์รายแรก คือ มกุฎราชกุมารแห่งสยาม ผู้ทรงฝักใฝ่ในงานอดิเรกนี้มาตั้งแต่ปี ๒๔๕๗ พระองค์ยังมีโรงฉายภาพยนตร์ส่วนพระองค์อยู่ในพระราชวังที่กรุงเทพฯด้วย” และ “เชื้อพระวงศ์รายแรกที่มีโรงภาพยนตร์ส่วนตัวอยู่ในวัง ได้แก่ มกุฎราชกุมารแห่งสยามและพระเจ้าซาร์นิโคลัส ที่ ๒ แห่งรัสเซีย ตั้งแต่ในราวปี ๒๔๕๖ ทั้งสองราย” โดยมิได้ระบุพระนาม
ข้อเท็จจริงคือ ในช่วงระหว่าง พ.ศ. ๒๔๕๖ – ๒๔๕๗ แผ่นดินสยามไม่มีมกุฎราชกุมารอย่างเป็นทางการ หากหมายถึง พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าฯ ซึ่งทรงเคยเป็นสยามมกุฎราชกุมาร เมื่อประมาณ ๓ ปีก่อนหน้านั้น ก็ไม่พบหลักฐานว่าพระองค์ทรงถ่ายทำภาพยนตร์ หรือโปรดภาพยนตร์อย่างงานอดิเรกแต่อย่างใด บุคคลที่ใกล้เคียงที่สุดในการเป็น“เจ้านายนักถ่ายภาพยนตร์รายแรก” และ “เชื้อพระวงศ์รายแรกที่มีโรงภาพยนตร์ส่วนตัวในวัง” ตามที่หนังสือกินเนสส์ระบุ คือ กรมพระกำแพงเพ็ชรอัครโยธิน ผู้ที่นิตยสาร The Kinematograph and Lantern Weeky กล่าวว่าทรงเป็นมกุฎราชกุมารแห่งสยาม และได้ประทานสัมภาษณ์ถึงพระราชนิยมด้านภาพยนตร์ไว้อย่างจริงจังในช่วงเวลาใกล้เคียงกับข้อมูลที่หนังสือกินเนสส์อ้างถึงนั่นเอง
ปี พ.ศ. ๒๔๖๐ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าฯ ทรงมีพระบรมราโชบายยุบรวมกรมรถไฟสายเหนือและสายใต้เป็นกรมเดียวเรียกว่า กรมรถไฟหลวง และโปรดฯ ให้กรมพระกำแพงเพ็ชรอัครโยธินขึ้นเป็นผู้บัญชาการพระองค์แรก โดยในระหว่างที่ทรงพระกรณียกิจด้านการรถไฟด้วยพระปรีชาสามารถที่ทรงศึกษาเล่าเรียนมาจากต่างประเทศ พระองค์ยังทรงแสดงให้เห็นถึงความสนพระทัยในการถ่ายภาพยนตร์อยู่เสมอ โดยได้ทรงถ่ายภาพยนตร์สมัครเล่นบันทึกกิจกรรมต่าง ๆ ของกรมรถไฟหลวง รวมทั้งในปี พ.ศ. ๒๔๖๓ เมื่อเสด็จฯ ทอดพระเนตรกิจการรถไฟของสหรัฐอเมริกาและแคนาดา ก็ยังทรงถือโอกาสทอดพระเนตรกิจการโรงถ่ายภาพยนตร์ที่ฮอลลีวู้ดด้วย
ต้นปี พ.ศ. ๒๔๖๕ ภาพยนตร์ข่าวกิจการของกรมรถไฟหลวงเริ่มมีโปรแกรมออกฉายตามโรงภาพยนตร์ต่าง ๆ อยู่เป็นประจำ ซึ่งแสดงให้เห็นว่ากรมพระกำแพงเพ็ชรอัครโยธินได้ทรงจัดตั้งหน่วยผลิตภาพยนตร์ขึ้นในกรมรถไฟหลวง และต่อมา จึงปรากฏชื่ออย่างเป็นทางการว่า กองภาพยนตร์เผยแผ่ข่าว กรมรถไฟหลวง โดยมีอาคารที่ทำการตั้งอยู่บริเวณสถานีรถไฟกรุงเทพ หัวลำโพง เพียบพร้อมด้วยอุปกรณ์การพิมพ์และล้างฟิล์มภาพยนตร์ กล้องถ่ายภาพยนตร์ ไฟโคมถ่ายภาพยนตร์ อย่างทันสมัย ซึ่งสั่งซื้อโดยตรงมาจากฮอลลีวู้ด
กองภาพยนตร์เผยแผ่ข่าว กรมรถไฟหลวง ที่ก่อตั้งโดยกรมพระกำแพงเพ็ชรอัครโยธินนี้ นับเป็นหน่วยงานภาพยนตร์ของรัฐแห่งแรกในสยามและแห่งแรกแห่งหนึ่งในโลก ทำหน้าที่ผลิตภาพยนตร์ข่าวและสารคดีเผยแพร่กิจการของการรถไฟ พระราชกรณียกิจและพระราชพิธีต่าง ๆ รวมถึงภาพยนตร์ส่งเสริมการท่องเที่ยวสยาม ตลอดจนกิจการของหน่วยงานราชการอื่น ๆ ทั้งยังรับจ้างผลิตภาพยนตร์ให้เอกชนทั่วไปด้วย นอกจากนี้ในปลายปี พ.ศ. ๒๔๖๕ กรมรถไฟหลวง โดยกองภาพยนตร์เผยแผ่ข่าว ยังได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯ จากพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวให้ดูแลช่วยเหลือหาสถานที่ถ่ายทำและอำนวยความสะดวกเครื่องมืออุปกรณ์ต่าง ๆ แก่คณะถ่ายทำภาพยนตร์ของนายเฮนรี่ แม็คเร (Henry Mcrae) นักสร้างหนังจากฮอลลีวู้ด ซึ่งเดินทางเข้ามาขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตสร้างภาพยนตร์ในสยาม โดยเมื่อถ่ายทำเสร็จสิ้น นายแม็คเรได้มอบสำเนาฟิล์ม ๑ ชุด ให้แก่กรมรถไฟหลวง ซึ่งได้ให้สยามภาพยนตร์บริษัทเช่าต่อไปจัดฉายตามโรงภาพยนตร์ในเครือของบริษัท ในชื่อว่า นางสาวสุวรรณ นับเป็นภาพยนตร์เรื่องแรกที่แสดงโดยคนไทย
ไม่เพียงแต่ทำหน้าที่เป็นศูนย์ผลิตภาพยนตร์ของชาติ กองภาพยนตร์เผยแผ่ข่าว กรมรถไฟหลวง ยังเป็นดั่งสำนักตักศิลา ฝึกฝนวิชาภาพยนตร์ให้แก่บุคลากรในหน่วยงาน ซึ่งบางส่วนนั้นได้กลายเป็นผู้บุกเบิกการสร้างภาพยนตร์ไทยในยุคแรก ซึ่งถือเป็นพื้นฐานสำคัญในการพัฒนาอุตสาหกรรมภาพยนตร์ของชาติ ที่โดดเด่นที่สุดคือ หลวงกลการเจนจิต (เภา วุสวัต) หัวหน้าช่างถ่ายภาพและภาพยนตร์คนที่ ๒ ของกองภาพยนตร์เผยแผ่ข่าว ซึ่งได้กลายเป็นผู้ถ่ายภาพยนตร์ไทยเรื่องแรก คือ โชคสองชั้น ปี พ.ศ. ๒๔๗๐ และได้รับการยกย่องว่าเป็นช่างถ่ายภาพยนตร์อันดับหนึ่งของสยามตลอดระยะเวลาสิบกว่าปีนับจากนั้น
นอกจากก่อตั้งหน่วยงานผลิตภาพยนตร์ของรัฐ กรมพระกำแพงเพ็ชรอัครโยธินยังทรงมีกิจการภาพยนตร์สมัครเล่นส่วนพระองค์ ซึ่งทรงเรียกว่า “บ้านดอกไม้ฟิล์ม” ตามชื่อวังที่พระองค์ประทับ และมีตราประจำพระองค์คือ เทวดาอัญเชิญฉัตร เป็นตราของภาพยนตร์ ภาพยนตร์ส่วนพระองค์บ้านดอกไม้ฟิล์มนี้ มีทั้งที่ทรงถ่ายด้วยฝีพระหัตถ์พระองค์เอง และให้ข้าราชบริพารถ่ายถวาย ส่วนหนึ่งเป็นภาพยนตร์ที่ถ่ายขึ้นเพื่อเป็นสื่อให้ความรู้ บันทึกเหตุการณ์สำคัญ หรือเผยแพร่พระกรณียกิจต่าง ๆ ที่ทรงเกี่ยวข้อง และอีกส่วนหนึ่งเป็นภาพยนตร์ที่ทรงถ่ายทำด้วยการใช้เทคนิคพิเศษต่าง ๆ อย่างที่เรียกว่า ภาพยนตร์ทดลอง ซึ่งทั้งหมดนี้มีจำนวนรวมกันมากมายมหาศาลนับหลายร้อยม้วน นับเป็นกรุภาพยนตร์สมัครเล่นที่ยิ่งใหญ่และมีความสำคัญมากที่สุดกรุหนึ่งในประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ไทย
เมื่อสยามผลัดแผ่นดินสู่รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ผู้มีพระราชนิยมในการภาพยนตร์และโปรดการถ่ายภาพยนตร์เช่นเดียวกัน กรมพระกำแพงเพ็ชรอัครโยธินก็ทรงมีบทบาทในการถวายคำแนะนำแก่องค์พระมหากษัตริย์ด้วย และในปี พ.ศ. ๒๔๗๓ เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดตั้ง “สมาคมภาพยนตร์สมัครเล่นแห่งสยาม” ในพระบรมราชูปถัมภ์ เพื่อจัดกิจกรรมต่าง ๆ โดยเฉพาะการประชุมฉายภาพยนตร์ของสมาชิกเป็นประจำทุกเดือน กรมพระกำแพงเพ็ชรอัครโยธินทรงได้รับเลือกให้เป็นองค์อุปนายกในปีแรก และเป็นนายกสมาคมในปีถัดมา โดยทรงจัดตั้งคณะอนุกรรมการแผนกขายของ แผนกเทคนิค และแผนก Film Library หรือห้องสมุดภาพยนตร์ของสมาคม
นอกเหนือจากงานด้านภาพยนตร์ กรมพระกำแพงเพ็ชรอัครโยธินยังทรงกำกับดูแลกิจการสำคัญต่าง ๆ ของชาติอีกจำนวนมาก โดยเฉพาะเมื่อทรงได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเสนาบดีกระทรวงพาณิชย์และคมนาคม เมื่อ ปี พ.ศ. ๒๔๖๙ โดยพระองค์ทรงได้รับการถวายพระเกียรติให้ทรงเป็น “พระบิดาแห่งกิจการวิทยุกระจายเสียงไทย” จากการที่ทรงริเริ่มกิจการวิทยุและวิทยุกระจายเสียงขึ้นในประเทศไทย และพระคุณูปการที่มีต่อการพัฒนาการรถไฟไทยตลอดระยะเวลาที่ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการกรมรถไฟหลวง ทำให้พระองค์ยังได้รับการยกย่องให้ทรงเป็น “พระบิดาแห่งกิจการรถไฟสมัยใหม่” อีกด้วย
พระกรณียกิจด้านต่าง ๆ ของกรมพระกำแพงเพ็ชรอัครโยธิน เริ่มลดบทบาทลงภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง เมื่อวันที่ ๒๔ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๗๕ โดยกองภาพยนตร์เผยแผ่ข่าว กรมรถไฟหลวง ได้ถูกยุบเลิก ภายหลังรัฐบาลได้ตั้งกองโฆษณาการขึ้นมาทำหน้าที่แทน ในขณะที่สมาคมภาพยนตร์สมัครเล่นแห่งสยามซึ่งทรงเป็นนายกสมาคมมาตลอดนับตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๗๔ นั้น ได้ยุติลงในปี พ.ศ. ๒๔๗๖ เมื่อพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ เสด็จฯ ออกจากสยาม
กรมพระกำแพงเพ็ชรอัครโยธิน ทรงลาออกจากราชการ และ เสด็จฯ ไปประทับ ณ ประเทศสิงคโปร์ พร้อมครอบครัว เมื่อ ปี พ.ศ. ๒๔๗๗ ก่อนจะสิ้นพระชนม์ที่สิงคโปร์ เมื่อวันที่ ๑๔ กันยายน พ.ศ. ๒๔๗๙ สิริพระชนมายุได้ ๕๔ ปี นับเป็นการสูญเสียครั้งสำคัญของสยามในห้วงเวลานั้น
หอภาพยนตร์ (องค์การมหาชน) ได้รับมอบภาพยนตร์ส่วนพระองค์ บ้านดอกไม้ฟิล์ม จากทายาทคือ หม่อมราชวงศ์พรรธภณ สวัสดิวัฒน์ มาเก็บอนุรักษ์ไว้เป็นมรดกสำคัญของชาติ รวมทั้งได้จัดสร้าง “ห้องกำแพงเพ็ชร” ภายในนิทรรศการภาพยนตร์กับรถไฟ สถานีศีนิมา เพื่อแสดงพระเกียรติประวัติและพระเกียรติยศด้านภาพยนตร์
และในศักราชใหม่ ๒๕๕๙ หอภาพยนตร์ได้มีการจัดสร้างประติมากรรมด้านภาพยนตร์ขึ้นมาใหม่จำนวนหนึ่งเพื่อให้สาธารณชนได้เข้ามาชื่นชมและเรียนรู้ หนึ่งในนั้นคือ พระรูปประติมากรรม พลเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระกำแพงเพ็ชรอัครโยธิน ผู้ที่นอกจากจะทรงเป็นกำลังหลักในการพัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้าด้วยพระปรีชาสามารถในวิทยาการด้านต่าง ๆ ทั้งการคมนาคม การขนส่ง การสื่อสาร การทหาร พาณิชยกรรม อุตสาหกรรม ฯลฯ พระองค์ยังทรงเป็นนักถ่ายภาพยนตร์สมัครเล่นคนสำคัญของสยาม และทรงเป็นผู้มีบทบาทโดดเด่นที่สุดคนหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ไทย ซึ่งจะมีพิธีเปิดพระรูปประติมากรรม พลเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระกำแพงเพ็ชรอัครโยธิน ในวันเสาร์ที่ ๒๓ มกราคมศกนี้ ณ หอภาพยนตร์