วันเสาร์ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2559 ตั้งแต่เวลา 14.00 น. ณ โรงภาพยนตร์ศรีศาลายา
เสาร์ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2559 หอภาพยนตร์ขอเชิญทุกท่านร่วมชมภาพยนตร์เรื่อง สมิงป่าสัก และภาพยนตร์อื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับ วสันต์ สุนทรปักษิน สุภาพบุรุษศิลปินผู้เป็นทั้งดาราละครเวที พระเอกหนัง และผู้กำกับหนังไทยรางวัลยอดเยี่ยมคนแรกในประวัติศาสตร์ พร้อมสนทนากับ จิตรกร สุนทรปักษิน เจ้าของรางวัลตุ๊กตาทอง พ.ศ. 2503 ผู้เป็นทั้งทายาททางสายเลือดและการแสดง ในกิจกรรมภาพยนตร์สนทนา “100 ปี วสันต์ สุนทรปักษิน : โลกนี้คือละคร” ณ โรงภาพยนตร์ศรีศาลายา หอภาพยนตร์ (องค์การมหาชน) ตั้งแต่เวลา 14.00 น. เป็นต้นไป ไม่เสียค่าใช้จ่ายในการเข้าร่วมกิจกรรมแต่อย่างใด สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ 02 482 2013-14
ประวัติวสันต์ สุนทรปักษิน
เขียนโดย พุทธพงษ์ เจียมรัตตัญญู
“การไม่อยู่ใต้อิทธิพลใด ๆ เป็นวิถีทางที่ดีที่สุด ที่สามารถข้ามพ้นอุปสรรค ซึ่งขวางกั้นอิสสระ ในการพัฒนาคุณภาพภาพยนตร์ ให้บรรลุขีดสุดแห่งความสำเร็จ
Being under no influence is the best solution to overcome obstacles to achieve highest success in developing quality films independently”
ข้อความศักดิ์สิทธิ์ที่จำหลักอยู่บนแผ่นโลหะหลังเก้าอี้โรงหนังอลังการในพิพิธภัณฑ์ภาพยนตร์ไทยนี้ เป็นเสมือนเครื่องสะท้อนตัวตนและอุดมคติของสุภาพบุรุษศิลปินนามว่า วสันต์ สุนทรปักษิน ผู้ที่ได้จดจารึกถ้อยคำเหล่านี้เอาไว้ในคราวที่มาเยือนหอภาพยนตร์แห่งชาติสมัยยังอยู่ที่ถนนเจ้าฟ้า เมื่อเกือบ 30 ปีก่อน
วสันต์ สุนทรปักษิน เป็นใคร? ในยุคสมัยแห่งภาพยนตร์ดิจิทัลอาจจะหาคนตอบคำถามนี้ได้ยากยิ่ง แต่ครั้งหนึ่ง ชื่อนี้เคยครองใจผู้ชมน้อยใหญ่ทั้งในฐานะดาราละครเวที พระเอกภาพยนตร์ และผู้กำกับผู้มีปณิธานแน่วแน่จริงจังในวิถีแห่งการทำงานศิลปะภาพยนตร์อย่างยากที่จะหาใครเสมอเหมือน
หากยังมีชีวิตอยู่ ในเดือนธันวาคมนี้ วสันต์ สุนทรปักษิน จะมีอายุครบ 100 ปี จึงนับเป็นโอกาสอันดีที่หอภาพยนตร์จะได้พลิกฟื้นเรื่องราวชีวิตซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ไทย มาบันทึกไว้ในจดหมายข่าวฯ ฉบับวาระพิเศษนี้
วสันต์ สุนทรปักษิน เดิมมีชื่อว่า เกยูร เกิดเมื่อวันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2459 ที่ริมคลองบางซื่อ กรุงเทพฯ ในวัยเด็ก เขามักจะลอบออกจากบ้านยามค่ำเพียงลำพังเพื่อไปดูหนังที่โรงหนังศาลาเฉลิมรัฐบริเวณตลาดบางซื่ออยู่เป็นประจำ ยุคนั้นเป็นยุคหนังเงียบ ก่อนฉายหนังทุกค่ำคืน โรงหนังจะจัดให้มีแตรวงคอยบรรเลงหน้าโรงเพื่อเรียกผู้ชม จากนั้นเมื่อถึงเวลาฉายราวสองทุ่ม แตรวงก็จะย้ายไปเล่นประกอบหนังเงียบในโรง ซึ่งหนึ่งในวิธีเข้าดูหนังโดยไม่เสียสตางค์ของเด็กชายเกยูรก็คือการทำทีช่วยนักดนตรีแตรวงขนเครื่องดนตรีเข้าไปในโรงหนัง และยังเคยได้ร่วมสนุกบรรเลงเพลงร่วมกับแตรวงด้วย แต่กับศิลปะการแสดงที่ได้เห็นบนจอภาพยนตร์อยู่ทุกเมื่อเชื่อวันนั้นยังคงห่างออกไปจากความคิดฝันของเด็กน้อยอยู่ไกลนัก ท่ามกลางค่านิยมที่ค่อนข้างดูแคลนอาชีพเต้นกินรำกินของสังคมสมัยนั้น
จุดเปลี่ยนของชีวิตเกิดขึ้นเมื่อเขาได้ไปสมัครเป็นทหารเรือหลังศึกษาจบระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ซึ่งต่อมาได้เป็นหนึ่งในคณะทหารเรือไทยที่ได้รับมอบให้เดินทางไปฝึกเป็นทหารเรือดำน้ำและเรียนวิชาเครื่องยนต์ดีเซลเรือดำน้ำที่ประเทศญี่ปุ่น โดยมีเป้าหมายเพื่อนำเรือดำน้ำที่รัฐบาลไทยสั่งต่อที่ญี่ปุ่นเมื่อ พ.ศ. 2479 จำนวน 4 ลำกลับมายังประเทศไทย ระหว่างที่เป็นนักเรียนวิชาเรือดำน้ำอยู่ที่นั่น เขาได้ใช้เวลาว่างเข้าชมละครทาคาราสึกะของญี่ปุ่นอยู่เป็นประจำจนเกิดเป็นความหลงใหลใฝ่ฝันว่าสักวันหนึ่งจะได้มีโอกาสสวมบทบาทบนเวทีอย่างนั้นบ้าง นอกจากนี้บางคราวก็ยังเข้าไปฝังตัวอยู่ในโรงหนังเหมือนเช่นสมัยเด็ก รวมทั้งยังได้เคยไปเฝ้าดูกองถ่ายหนังญี่ปุ่นที่ออกมาถ่ายทำนอกสถานที่ สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นแรงดลใจให้เขาก้าวเข้าสู่วงการมายาในช่วงเวลาต่อมา
หลังใช้ชีวิตศึกษาเล่าเรียนอยู่ที่ญี่ปุ่นนานถึง 2 ปี ปี พ.ศ. 2481 เขาจึงได้ปฏิบัติภารกิจร่วมกับเพื่อนทหารเรือ นำเรือดำน้ำชุดแรกในประวัติศาสตร์ราชนาวีไทย คือ มัจฉาณุ วิรุณ สินสมุทร และพลายชุมพล เดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลมาประจำการยังแผ่นดินไทย ต่อมาเมื่อเกิด “ยุทธนาวีเกาะช้าง” อันเนื่องมาจากกรณีพิพาทไทย-อินโดจีนฝรั่งเศส ในช่วงต้นปี พ.ศ. 2484 จ่าโทเกยูรก็ได้มีโอกาสนำเรือดำน้ำเข้าเตรียมร่วมรบด้วย แม้จะไม่ทันได้ปฏิบัติการยิงอาวุธตอร์ปิโด แต่ก็ยังได้รับเหรียญชัยสมรภูมิมาเป็นเกียรติยศประดับชีวิตการเป็นทหาร อย่างไรก็ตาม ไม่นานจากนั้นเขาก็ตัดสินใจลาออกจากราชการกลับมาทำสวนที่บ้านอยู่ระยะหนึ่ง ก่อนจะเข้าทำงานที่แผนกขนส่ง กรมช่างอากาศ ซึ่งช่วงนี้ได้เปลี่ยนชื่อเป็น “วสันต์” ตามนโยบายของนายกรัฐมนตรี จอมพล ป. พิบูลสงคราม เมื่อประมาณ พ.ศ. 2485 ที่กำหนดให้ชาวไทยทุกคนต้องมีชื่อที่ระบุเพศของตนได้ชัดเจน
ระหว่างนั้น ประเทศไทยได้ตกอยู่ในภาวะสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อรัฐบาลจอมพล ป. ตัดสินใจเข้าร่วมกับกองทัพญี่ปุ่นและประกาศสงครามเป็นศัตรูกับฝ่ายสัมพันธมิตร พิษของสงครามได้ลุกลามไปถึงวงการภาพยนตร์ไทยที่กำลังเติบโตจนต้องฟุบตัวลงอย่างรวดเร็ว เพราะฟิล์มภาพยนตร์กลายเป็นของหายาก ในขณะที่ภาพยนตร์ต่างประเทศที่ส่วนมากเคยมาจากประเทศฝ่ายสัมพันธมิตรก็จำต้องงดส่งเข้ามาจัดฉายในเมืองไทย เมื่อไม่มีภาพยนตร์ให้ชม มหรสพบันเทิงอย่างละครเวทีจึงกลายเป็นที่พึ่งสำคัญของประชาชนที่กำลังขวัญเสียอยู่กับสงคราม และบรรดาโรงหนังต่าง ๆ ก็ทยอยผันตัวกลายเป็นโรงละครกันจนทั่ว
การเข้ามาแทนที่ภาพยนตร์ของละครเวที กลายเป็นจุดเริ่มต้นให้ วสันต์ สุนทรปักษิน ได้มีโอกาสสานฝันที่ก่อตัวขึ้นตั้งแต่อยู่ที่ญี่ปุ่นให้เป็นจริง เมื่อเขาตัดสินใจเข้าสมัครเป็นนักแสดงในคณะละครปรีดาลัยของพระนางเธอลักษมีลาวัณ และได้รับคัดเลือกให้เป็นหนึ่งในพระเอกละครเรื่อง “ถิ่นไทยงาม” แสดงที่ศาลาเฉลิมกรุง เมื่อ พ.ศ. 2486 เป็นเรื่องแรก หลังจากนั้นเขาก็กลายเป็นดาราดวงเด่นที่เฉิดฉายอยู่ในยุคเฟื่องฟูของละครเวทีไทย ด้วยพรสวรรค์ในทางศิลปะที่มีติดตัวมาแต่เด็ก ผนวกกับความเอาจริงเอาจังในการสวมบทบาทเป็นตัวละครอย่างเคร่งครัดจนได้รับการยอมรับไปทั่วทั้งวงการ บนเวทีโรงละครน้อยใหญ่ทั่วกรุงเทพฯ วสันต์สามารถเปลี่ยนตัวเองให้เป็นเจ้าชาย ตัวร้าย คนแก่ หรือแม้กระทั่งเป็นสองบทบาทในเรื่องเดียวได้อย่างแนบสนิท โดยบทบาทที่โดดเด่นและประสบความสำเร็จสูงสุดคือ บทแมคเบธ ในเรื่อง “แมคเบธผู้ทรยศ” ที่ดัดแปลงจากบทประพันธ์ของวิลเลียม เช็คสเปียร์ นอกจากนี้ เขายังได้ส่งเสริมให้คู่ชีวิต คือ ราตรี ท้วมอุธรรม ได้เข้ามาเป็นนักแสดงละครเวทีเช่นเดียวกับตนด้วย
เมื่อสงครามโลกสิ้นสุดลงในปลายปี พ.ศ. 2488 วงการภาพยนตร์ไทยก็ค่อย ๆ ฟื้นตัวขึ้น ปีถัดมา พ.ศ. 2489 วสันต์ได้เริ่มมีผลงานภาพยนตร์เป็นรื่องแรกคือ ชายชาตรี ซึ่งจากหลักฐานตามเอกสารต่าง ๆ พบว่าเป็นภาพยนตร์ไทยเรื่องแรกที่ออกฉายหลังสงคราม อย่างไรก็ตาม กว่าที่วงการภาพยนตร์จะเริ่มกลับมาเป็นที่นิยมและมีผู้ผลิตผลงานออกมาต่อเนื่องต้องรอถึง พ.ศ. 2492 จากความสำเร็จของภาพยนตร์เรื่อง สุภาพบุรุษเสือไทย การกลับมาของมหรสพภาพยนตร์ครั้งนี้ส่งผลด้านกลับให้ละครเวทีเริ่มเสื่อมความนิยมลงไปแทน โดยวสันต์เองก็มีผลงานละครเวทีเรื่องสุดท้ายในปีนี้
ปีถัดมา พ.ศ. 2493 เขามีผลงานภาพยนตร์ออกฉายเป็นเรื่องที่ 2 คือ สมิงป่าสัก ที่ทั้งรับบทเป็นพระเอกและได้รับหน้าที่เป็นผู้กำกับเป็นเรื่องแรก นับจากนั้น เขาก็ผันตัวสู่วงการภาพยนตร์อย่างเต็มตัว มีชื่อปรากฏทั้งในฐานะนักแสดงและผู้กำกับ โดยผลงานในช่วงแรก คือ ชายใจเพชร, พลายมลิวัลลิ์ (แสดงร่วมกับลูกชาย จิตรกร สุนทรปักษิน) เลือดล้างแค้น (กำกับ โดยมีราตรี ท้วมอุธรรม และจิตรกร สุนทรปักษิน ร่วมแสดง) Dead Man’s Voice (หนังของสำนักข่าวสารอเมริกัน) ไซอิ๋ว, มนต์รักอสูร, หยกฟ้า, กุลปราโมทย์ เป็นต้น
เช่นเดียวกับเมื่อครั้งเป็นนักแสดงละครเวที วสันต์ในฐานะผู้กำกับภาพยนตร์ก็ยังคงเป็นผู้ที่เคร่งครัดจริงจังในการทำงานอย่างหนักแน่นมั่นคงเช่นเดิม โดยเฉพาะในการคัดเลือกนักแสดง ที่เขามีปณิธานแน่วแน่ว่าจะไม่เลือกนักแสดงเพียงเพราะเป็นดาราที่มีชื่อเสียงยอดนิยม แต่จะเลือกเอานักแสดงที่เหมาะกับบทบาทตามจินตนภาพที่เขากำหนดไว้เท่านั้น
สิ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงเรื่องนี้ได้เป็นอย่างดี คือ เมื่อปี พ.ศ. 2499 วสันต์ได้รับมอบหมายให้กำกับภาพยนตร์เรื่อง เศรษฐีอนาถา ซึ่งสร้างจากบทประพันธ์ของ สันต์ เทวรักษ์ และมีตัวละครหลักของเรื่องคือนายจอน บางคอแหลม พนักงานรถไฟวัยชราขี้เมาที่โชคชะตาเล่นตลกให้ได้รับเงินสิบล้านบาทจากมหาเศรษฐีหนุ่มโดยมีข้อแม้ว่าต้องใช้ให้หมดภายในหนึ่งปี เมื่อมีข่าวว่าจะมีการนำเรื่องนี้มาสร้างเป็นภาพยนตร์ ผู้คนส่วนใหญ่ต่างเชื่อว่าผู้ที่สมควรจะมารับบทเป็นนายจอน บางคอแหลม คือ อบ บุญติด นักแสดงตลกที่มีชื่อเสียงมากในยุคนั้น แต่วสันต์กลับเลือกนายเจิม ปั้นอำไพ ช่างไฟของโรงหนังศาลาเฉลิมไทยที่ไม่เคยเป็นนักแสดงมาก่อนเลยในชีวิตมารับบทสำคัญนี้แทน ด้วยเห็นว่ามีบุคลิกที่ตรงกับตัวละครนายจอน บางคอแหลมมากที่สุด แม้จะต้องทนต่อแรงกดดันจากการที่มีผู้ไปฟ้องนายทุนว่าเขาทำหนังช้าและใช้ฟิล์มเปลือง เนื่องจากต้องเสียเวลาปลุกปล้ำฝึกฝนนายเจิมผู้ไม่ประสาด้านการแสดงอยู่นานถึงสามเดือน แต่เขาก็ยังคงยึดมั่นในความคิดของตนเองอย่างแน่วแน่ไม่หวั่นไหว ซึ่งผลที่สุดปรากฏว่า เมื่อมีการประกวดรางวัลภาพยนตร์ไทยขึ้นเป็นครั้งแรกที่ใน พ.ศ. 2500 คณะกรรมการได้ตัดสินให้ เศรษฐีอนาถา ได้รับรางวัลสูงสุดของงานคือ รางวัลภาพยนตร์ไทยยอดเยี่ยม ในขณะที่นายเจิม ปั้นอำไพ ได้รับรางวัลตุ๊กตาทอง ผู้แสดงประกอบฝ่ายชายยอดเยี่ยม อันเป็นเครื่องการันตีฝีมือและสายตาอันแหลมคมของวสันต์ในฐานะผู้กำกับ และที่สำคัญ ตัวเขาเองก็ยังได้รับรางวัลสำเภาทอง ผู้กำกับภาพยนตร์ยอดเยี่ยม จากเรื่อง ทางเปลี่ยว ที่เขาทั้งกำกับและแสดงนำด้วย วสันต์ สุนทรปักษินจึงเป็นผู้กำกับภาพยนตร์ไทยรางวัลยอดเยี่ยมคนแรก และเป็นพระเอกของงานประกวดรางวัลภาพยนตร์ไทยครั้งแรกในประวัติศาสตร์นี้อย่างแท้จริง
นอกจากความพิถีพิถันในการคัดเลือกนักแสดง วสันต์ยังรับหน้าที่ออกแบบสร้างฉาก รวมทั้งอุปกรณ์ประกอบฉากต่าง ๆ ด้วยตนเองเพื่อให้ได้ตรงตามอย่างที่ใจเขาต้องการ ยกตัวอย่างเช่น การประดิษฐ์กล้องโทรทัศน์สอดแนมกับปืนกลมือของเหล่าร้ายในภาพยนตร์เรื่อง เหยี่ยวราตรี ตอนหน้ากากผี ซึ่งเขาสร้างในนาม วสันต์ภาพยนตร์ จากบทประพันธ์ของ ส.เนาวราช โดยภาพยนตร์เรื่องนี้นับเป็นหนังฮีโร่สวมหน้ากากเรื่องแรก ๆ ของไทย ออกฉายเมื่อ พ.ศ. 2501 ก่อนหน้าภาพยนตร์ชุดอินทรีแดงที่สร้างจากอาชนิยายในยุคเดียวกัน
แม้จะได้รับการยอมรับในฝีมือการเป็นผู้กำกับภาพยนตร์และยังคงมีไฟในการสร้างสรรค์งานศิลปะแขนงนี้อยู่เต็มเปี่ยม แต่ความที่ไม่อาจทรยศต่ออุดมคติการทำงานของตนซึ่งอยู่ตรงกันข้ามกับผลประโยชน์ทางธุรกิจของผู้สร้างหนัง ทำให้วสันต์ สุนทรปักษินมีผลงานภาพยนตร์ออกมาอีกไม่มากนัก และตัดสินใจวางมือจากวงการ เมื่อ พ.ศ. 2509 โดยผันตัวออกไปทำไร่และการค้า รวมทั้งเขียนสารคดีลงตามนิตยสาร มีเพียงปี พ.ศ. 2515 ที่เขาได้กลับมาสู่งานภาพยนตร์ในช่วงสั้น ๆ เมื่อได้รับเชิญให้มาช่วยกำกับการแสดงในภาพยนตร์เรื่อง ชู้ ของเปี๊ยก โปสเตอร์
เวลาผ่านไปจนถึงปลายปี พ.ศ. 2531 เจ้าหน้าหอภาพยนตร์ยุคแรกเริ่ม ได้มีโอกาสไปพบ วสันต์ สุนทรปักษิน ในวัย 72 ปี ที่บ้านพักที่หมู่บ้านเมืองทองนิเวศน์ กลายเป็นจุดเริ่มต้นของความผูกพันในฐานะญาติผู้ใหญ่ของวงการภาพยนตร์ที่มองเห็นความสำคัญของการอนุรักษ์ภาพยนตร์ โดยวสันต์ได้มอบสิ่งของเกี่ยวเนื่องกับภาพยนตร์ให้แก่หอภาพยนตร์จำนวนมาก ทั้ง รูปถ่าย บทภาพยนตร์ งานออกแบบฉากภาพยนตร์ อุปกรณ์ประกอบฉาก ไปจนถึงสิ่งที่มีมูลค่าสูงสุดของชีวิตการทำงาน คือ รางวัลสำเภาทอง ผู้กำกับภาพยนตร์ยอดเยี่ยม ที่ได้จากการประกวดภาพยนตร์ไทยครั้งแรก รวมทั้งยังช่วยติดตามจนพบฟิล์มภาพยนตร์เรื่อง เศรษฐีอนาถา และช่วยประสานงานกับเจ้าของภาพยนตร์คือ จำนงค์ ไรวา จนสามารถจัดพิธีมอบฟิล์มพร้อมลิขสิทธิ์ภาพยนตร์แก่หอภาพยนตร์ได้ นับเป็นภาพยนตร์เรื่องแรกที่เจ้าของมอบลิขสิทธิ์ให้หอภาพยนตร์
กิจกรรมสุดท้ายที่ วสันต์ สุนทรปักษิน มาร่วมกับหอภาพยนตร์คือ การมาเป็นประธานเปิดงานนิทรรศการ 100 ปีภาพยนตร์ในประเทศไทย ในวันที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2540 จากนั้นไม่ถึงหนึ่งปี หอภาพยนตร์จึงได้รับข่าวร้ายจากครอบครัวว่าอดีตดาราและผู้กำกับภาพยนตร์ไทยคนสำคัญท่านนี้ ได้เสียชีวิตลงอย่างสงบเมื่อวันที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2541 รวมอายุได้ 82 ปี
ปัจจุบัน รางวัลสำเภาทอง ผู้กำกับภาพยนตร์ยอดเยี่ยม และอุปกรณ์ประกอบฉากจากเรื่อง เหยี่ยวราตรี ตอน หน้ากากผี รวมทั้งรอยมือรอยเท้าที่ วสันต์ สุนทรปักษิน เคยมาประทับไว้เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2531 ได้รับการจัดแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑ์ภาพยนตร์ไทย เป็นเครื่องระลึกถึงช่วงเวลาที่เขาเคยโลดแล่นในเส้นทางสายภาพยนตร์ และในปี 2559 หอภาพยนตร์ยังได้ค้นพบฟิล์มภาพยนตร์เรื่อง สมิงป่าสัก ซึ่งเป็นผลงานกำกับภาพยนตร์เรื่องแรกของเขา แม้จะไม่มีเสียงและไม่ครบสมบูรณ์ทั้งเรื่อง แต่ก็นับเป็นสิ่งพิเศษที่เกิดขึ้นในวาระ 100 ปีชาตกาล วสันต์ สุนทรปักษิน ที่มาถึงในปีนี้