Share       
 
รำลึกถึง เชิด ทรงศรี ใน นั่งคุยกับความตายและนั่งคุยกับความรัก
เชิด ทรงศรี สิ้นลมหายใจเมื่อ ๒๐ พฤษภาคม ๒๕๔๙ เขาได้สร้างผลงานภาพยนตร์ไทยทั้งหมด ๑๘ เรื่อง ซึ่งหนังหลายเรื่องยังคงลื่อเลื่องอยู่จนกระทั่งปัจจุบัน
นอกจากนั้นยังมีผลงานหนังสือสองเล่มสุดท้ายก่อนการจากไปอย่างไม่มีวันกลับ ซึ่งเขาเขียนถึงชีวิตส่วนตัวในสองมิติ คือ ความตาย กับ ความรัก ในรูปแบบเผยประสบการณ์อันมีคุณค่าให้ผู้อ่านได้ระลึกถึงชายนาม เชิด ทรงศรี โดยการเล่าเรื่องแต่ละช่วงบทจะมีรูปภาพของแต่ละช่วงวัย รวมถึงภาพถ่ายเหตุการณ์สำคัญต่าง ๆ ช่วยส่งเสริมขยายเนื้อหาให้มีความลุ่มลึก อีกทั้งการใช้ภาษาอย่างเข้าใจง่าย แต่ทว่าซาบซึ้ง ส่งผลให้เมื่ออ่านแล้ว.....ยิ่งจดจำ ยิ่งเคารพ ในการใช้ชีวิตของบุคคลสำคัญท่านหนึ่งแห่งวงการภาพยนตร์ไทย ฉะนั้นห้วงเวลาเดือนพฤษภาคมเวียนมาบรรจบอีกครั้ง ห้องสมุดและโสตทัศนสถาน เชิด ทรงศรี ขอแสดงความรำลึกการจากไปครบรอบ ๗ ปี ของเชิด ทรงศรี ผ่านหนังสือ “นั่งคุยกับความตาย” และ “นั่งคุยกับความรัก” 

“ชีวิตคือกันกับหนัง หนังขาดก็เหมือนชีวิตเจ็บป่วย 
หนังจบเรื่อง (เพราะไม่มีฟิล์มฉายต่อเนื่องอีกแล้ว) 
ก็เหมือนจบชีวิต (เพราะไม่มีการเกิดต่อเนื่องอีกแล้ว)”
นั่งคุยกับความตาย : หน้า ๖๐ – ๖๑

เรื่องราวในหนังสือ นั่งคุยกับความตาย..เชิด ทรงศรี เขียนตั้งแต่จุดเริ่มต้นที่ตนเองสงสัยถึงอาการผิดปกติทางร่างกายเมื่อพฤษภาคม ๒๕๔๕ จนกระทั่งได้รับการวินิจฉัยทางการแพทย์ว่าตนนั้นเป็นโรคมะเร็งต่อมลูกหมากระยะที่ ๔ หรือระยะสุดท้าย ครั้นทราบเช่นนั้นจะท้อถอยหรือจะเดินหน้าสู้ต่อไป? แน่ละ อาการเจ็บปวดรวดร้าวทางร่างกายที่เขาต้องเผชิญนั้น ปรากฏชัดเจนอยู่ในคำพรรณนาของหนังสือเล่มนี้ อันเกี่ยวพันกับชะตาชีวิตเยี่ยงกรายใกล้ความตาย โดยถ้อยคำที่สื่อสารความหมายกับผู้อ่านไม่ใช่การโอดครวญหรือเศร้าหมอง เพราะทดแทนความทรมาน ด้วยการสร้างอารมณ์ขำขันให้ผ่านพ้นความร้าวรานเหล่านั้นไปให้ได้ ซึ่งเขาสามารถชะลอเวลายับยั้งเจ้าโรคร้ายระยะสุดท้ายให้สงบ และทำให้เขามีชีวิตอยู่กับครอบครัวเพิ่มขึ้นอีก ๔ ปี เหนืออื่นใดด้วยจิตวิญญาณแห่งคนทำหนัง เทคนิคการเขียนหนังสือเล่มนี้เหมือนการฉายหนังชีวประวัติ โดยแก่นเรื่องหลัก คือ การเล่าประสบการณ์ของผู้ป่วยคนหนึ่ง มีทั้งรายละเอียดการตรวจวินิจฉัย การตกลงทำความเข้าใจระหว่างแพทย์กับคนไข้ การบำบัดรักษาอย่างถูกต้อง การเอาใจใส่จากคนในครอบครัว และทุกช่วงของเนื้อเรื่องจะมีการเขียนถึงชีวประวัติส่วนตัวของเขา ในแง่มุมการต่อสู้กับความลำบากยากเข็ญที่ผ่านมาตั้งแต่วัยเด็กจนถึงวัยหนุ่ม พร้อมกับเหตุการณ์ในอดีตที่เฉียดตายแบบหวุดหวิดจำนวน ๔ ครั้ง นำมาเล่าเปรียบเทียบควบคู่ไปกับการต่อสู้โรคมะเร็งต่อมลูกหมากระยะสุดท้ายเมื่อ เชิด ทรงศรี ได้เขียนประเด็นความตาย ลงตีพิมพ์เป็นตอน ๆ ครั้งแรกในมติชนสุดสัปดาห์จนจบแล้วนั้น เขาได้เขียนเรื่องราวอีกมิติหนึ่งอันเป็นสัดส่วนสำคัญในชีวิต คือ “นั่งคุยกับความรัก”
“ทั้งหมดของหนังที่ผมสร้างมีความรักเป็นแรงงาน ประสบการณ์แห่งชีวิต คือ ผู้กำกับภาพยนตร์ตัวจริง โดยแอบอิงอยู่ในชื่อ เชิด ทรงศรี” นั่งคุยกับความรัก : หน้า ๑๙๔

เชิด ทรงศรี เคยกล่าวไว้ว่า “ผมได้ดูหนังที่คนอื่นสร้างมามาก และมากคนยกย่องว่าดีกว่าหนังของผม ซึ่งผมก็ไม่ปฏิเสธ แต่ผมก็ไม่เคยคิดจะทำหนังแบบคนอื่นเหล่านั้น” (เชิด ทรงศรี,๒๕๔๗,น.๑๙๔) เฉกเช่นเดียวกันกับความรักที่เปิดเผยในหนังสือเล่มนี้ ก็เป็นความรักในแบบฉบับของเชิด ทรงศรี เนื้อเรื่องหลักภายในเล่มปกคลุมอบอวลด้วยบรรยากาศแห่งคำว่า “ความรัก” ซึ่งเกิดขึ้นตอนเขาเริ่มทำงานหาเลี้ยงชีพ ฉะนั้นการเขียนจึงถ่ายทอดจังหวะลีลาของหัวใจที่เปี่ยมล้นด้วยความรักขนานคู่ไปกับเรื่องราวแห่งหน้าที่การงาน ตั้งแต่เริ่มต้นทำงานเป็นครูประชาบาล จังหวัดอุตรดิตถ์/พนักงานองค์การ ร.ส.พ./พลทหาร สู่จุดพลิกผันได้เริ่มงานเขียน ซึ่งมีหลายประเภทตั้งแต่ เรื่องสั้น บทภาพยนตร์ นวนิยาย บทเพลง บทละครวิทยุ บทละครโทรทัศน์ บทละครเวที รวมถึงต้นตอแห่งนามปากกา “ธม ธาตรี” กับ นามสกุล “ทรงศรี” วางตำแหน่งอยู่ใกล้หลังคำว่า “เชิด” ก็มีที่มาจากความรักแบบหนุ่มสาว จนกระทั่งเขาได้เป็นบรรณาธิการนิตยสารภาพยนตร์และโทรทัศน์ เขาจึงมีข้อมูลเกี่ยวกับหนัง รวมถึงรู้จักบุคคลต่าง ๆ ในแวดวงนี้ และได้เริ่มเข้าสู่การสร้างภาพยนตร์เต็มตัว โดยจุดแรกเริ่มได้รับความเมตตาจากบุคคลในวงการภาพยนตร์ไทย ซึ่งเขายกย่องและขานนามบุคคลกลุ่มนี้ว่า “ครู” เช่น ครู ส.อาสนจินดา/ครูคุณาวุฒิ/ครูสุพรรณ พราห์มพันธุ์/ครูดอกดิน กัญญามาลย์ เป็นต้น จนกระทั่งได้สร้างภาพยนตร์เรื่องแรก “โนราห์”(๒๕๐๙) จากบทประพันธ์ที่เขียนด้วยตัวเองและประสบความสำเร็จ จวบจนเมื่อเวลาผันผ่านการทำหนังสร้างเงินให้กับเขา เมื่อมีเงินจึงบากบั่นไปไขว่คว้าความรู้ด้านภาษาอังกฤษ ซึ่งเป็นสิ่งหนึ่งที่เขาหวาดกลัวมาตลอด รวมถึงการเรียนหลักสูตรเกี่ยวกับวิชาการภาพยนตร์ ณ ลอสแองเจลิส สหรัฐอเมริกา และปิดท้ายหนังสือเล่มนี้ด้วยการคลี่คลายข้อค้างคาใจของการพลัดพรากจากความรักที่เฝ้ารอคำเฉลยมาเนิ่นนาน 

นั่งคุยกับความตายและนั่งคุยกับความรัก เป็นหนังสือมีขนาดเล่มบาง แต่ไม่เบา เนื่องจากอัดแน่นด้วยบันทึกชีวประวัติของ เชิด ทรงศรี อันเป็นเรื่องราวในอดีตและมีลำดับขั้นผันแปรไปตามช่วงจังหวะเวลา รวมถึงส่งอิทธิพลมาสู่อาชีพสุดท้าย คือ คนทำหนัง เพราะเชิด ทรงศรี มีหลักคิดว่า ความหลัง เป็นเหมือนวัตถุโบราณ มีค่าสำหรับคนรู้ค่า คนไม่รู้ค่า - ไม่สนใจ ทิ้งความหลังไปโดยเปล่าประโยชน์...น่าเสียดายนัก

"สุดท้ายทุกคนหลีกหนีไม่พ้นความตาย แต่คนดีย่อมมีชื่อจารึก"

เชิด ทรงศรี เป็นผู้อ่านหนังสือมาก อ่านหนังสือทุกประเภท ดังนั้น เขาจึงมีความคิดเห็นว่า หนังสือเป็นแหล่งข้อมูลชั้นเลิศ โดยกรุหนังสือส่วนตัวของเชิด ทรงศรี ได้ถูกเก็บรักษาไว้ที่หอภาพยนตร์ (องค์การมหาชน) และหนังสืออันมีเนื้อหาเกี่ยวเนื่องกับภาพยนตร์ได้ถูกคัดสรร เพื่อให้บริการ รวมถึงก่อเกิดประโยชน์แก่บุคคลทั่วไป ซึ่งสามารถอ่านได้ที่ห้องสมุดและโสตทัศนสถาน เชิด ทรงศรี
 
  
     ๒๐ พฤษภาคม ๒๕๕๖ รำลึกถึง "คุณเชิด ทรงศรี"             ครอบครัว คุณเชิด ทรงศรี คือ คุณจันทนาและคุณธัชตะวัน ร่วมเปิดงาน
                                                                                  "ห้องสมุดและโสทัศนสถาน เชิด ทรงศรี" เมื่อวันที่ ๒๐ กันยายน ๒๕๕๒
 
ในวาระครบรอบการจากไป ๗ ปี ของคุณเชิด ทรงศรี...ผู้กำกับภาพยนตร์ไทยที่รักการอ่านเป็นอย่างยิ่ง....ห้องสมุดและโสตทัศนสถาน เชิด ทรงศรี ขอเชิญชวนทุกท่าน
 
 
ร่วมแสดงความรำลึกถึง คุณเชิด ทรงศรี โดยเขียนความรู้สึก            ร่วมแบ่งปันรูปภาพ หรือ เขียนความคิดเห็น ความรู้สึกในแง่มุมต่าง ๆ
ความคิดเห็นผ่านตัวหนังสือ ในแง่มุมต่าง ๆ หรือความประทับใจ               เกี่ยวกับหนังสือเล่มใดก็ได้ที่ท่านเคยอ่านแล้ว ผ่านหน้าไทม์ไลน์
หรือเรื่องราวที่อยู่ในความทรงจำของท่านเกี่ยวกับผู้กำกับภาพยนตร์          ของหอภาพยนตร์ www.facebook.com/ThaiFilmArchivePage
ไทยหลากความสามารถท่านนี้ผ่านหน้าไทม์ไลน์ของหอภาพยนตร์ 
กิจกรรมที่เกี่ยวข้อง

SUBSCRIBE
TO THE MAILING LIST
ผู้เข้าชม 32660 ออนไลน์ 33